สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เดินหน้าโครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ผ่านประสบการณ์จริง เชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่ห้องปฏิบัติการและการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
นักเรียนทำปฏิบัติการการวัดรังสีที่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่มาภาพ: ฝ่ายโสต โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล
สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดำเนินกิจกรรมบริการวิชาการรับใช้สังคม ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งส่งเสริมความรู้และความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์แก่เยาวชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทั้งภาคทฤษฎี การทดลอง และการประยุกต์ใช้จริง พร้อมปลูกฝังความตระหนักถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
การดำเนินโครงการแบ่งกระบวนการเรียนรู้ออกเป็น 3 ระยะ เพื่อพาผู้เรียนก้าวจากห้องเรียนสู่การลงมือปฏิบัติและการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคม ได้แก่ ระยะที่ 1 การบรรยายพิเศษ เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ ระยะที่ 2 การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง จากห้องปฏิบัติการและแหล่งเรียนรู้ด้านการแพทย์ และ ระยะที่ 3 การเผยแพร่สู่ชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดแก่ผู้อื่น
โครงการดังกล่าวดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ ปีที่ 3 สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มดำเนินการในปี 2567 ร่วมกับ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช ภายใต้การสนับสนุนจาก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ต่อมาในปี 2568 ได้ขยายเครือข่ายสู่ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง และในปี 2569 ได้รับความร่วมมือเพิ่มเติมจาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล ทำให้ปัจจุบันมีโรงเรียนเครือข่ายเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 3 แห่ง
สำหรับกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล เริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ด้วยกิจกรรมบรรยายพิเศษหัวข้อ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์และการประยุกต์” นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณศิริ ดำโอ อดัมชึก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สัมภาส ฉีดเกตุ และอาจารย์ ดร.นาวี จรูญโชคอนันต์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย นางสาวปัณฑิตา สังข์อุไร และนายธนกฤต เพชรสงค์ นักศึกษาทุน สควค. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ วิชาเอกฟิสิกส์
กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 คน และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 18 คน เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย คุณครูศิรชัช จันทร์ทองพูน คุณครูชนิกานต์ สระมุณี และคุณครูณิชกานต์ ทัพชัยยุทธ ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล เพื่อวางพื้นฐานความรู้ก่อนต่อยอดสู่การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในระยะที่ 2
จากทฤษฎีสู่ห้องปฏิบัติการ เรียนรู้รังสีจากการทดลองจริง
ในระยะที่ 2 นักเรียนและครูได้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติการฟิสิกส์นิวเคลียร์ ณ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยเรียนรู้ผ่านการทดลองเกี่ยวกับ กฎส่วนกลับกำลังสองของรังสีแกมมา (Inverse Square Law) และ การศึกษาการลดทอนรังสีแกมมาในวัสดุ เพื่อเชื่อมโยงหลักการทางฟิสิกส์ที่เรียนรู้ในห้องเรียนเข้ากับการตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองจริง
นักเรียนได้ฝึกใช้ หัววัด Geiger–Müller และเครื่องนับรังสี (Radiation Counter) พร้อมเรียนรู้การใช้แหล่งกำเนิดรังสี Cs-137 สำหรับการทดลองภายใต้การควบคุมและมาตรการด้านความปลอดภัยทางรังสีที่เหมาะสม นอกจากการใช้งานเครื่องมือแล้ว นักเรียนยังได้ฝึกกระบวนการทดลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการทดลอง การตรวจวัดและบันทึกข้อมูลโดยทำการวัดซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง การสร้างกราฟ การวิเคราะห์และอภิปรายผล ตลอดจนการสรุปผลการทดลองโดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์
กิจกรรมดังกล่าวจึงช่วยให้นักเรียนเห็นว่า การเรียนรู้ฟิสิกส์นิวเคลียร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจดจำสมการหรือหลักการทางทฤษฎี แต่สามารถตรวจสอบ อธิบาย และทำความเข้าใจได้ผ่านกระบวนการทดลองและการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
จากห้องปฏิบัติการสู่การประยุกต์ใช้ฟิสิกส์ทางการแพทย์
หลังจากเรียนรู้ผ่านการทดลอง นักเรียนได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ฟิสิกส์ในบริบททางการแพทย์ ณ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ธันยพร ดิเรกสุนทร เป็นวิทยากรให้ความรู้และนำเยี่ยมชมแผนกรังสีวิทยา เพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่ใช้จริงในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทางฟิสิกส์กับการดูแลสุขภาพของประชาชน
นักเรียนเข้าศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านรังสีวิทยา ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ที่มาภาพ: ฝ่ายโสต โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล
นักเรียนได้เรียนรู้หลักการทำงานของ เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งอาศัยคลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย พร้อมทำความเข้าใจจุดเด่นและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
จากนั้น นักเรียนได้ศึกษา การถ่ายภาพรังสีเอกซ์ (X-ray) เรียนรู้หลักการสร้างภาพ ประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัย ตลอดจนหลักการป้องกันอันตรายจากรังสีและแนวทางการใช้รังสีอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
สำหรับ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography: CT) นักเรียนได้เห็นการทำงานของเครื่องมือจริง พร้อมเรียนรู้กระบวนการสร้างภาพตัดขวางของร่างกาย และบทบาทของนักรังสีเทคนิคในการควบคุมและใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
นอกจากนี้ นักเรียนยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Densitometry) ซึ่งใช้ในการประเมินความหนาแน่นของกระดูกและเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของกระดูก รวมถึงศึกษา การตรวจเต้านมด้วยแมมโมกราฟี (Mammography) ซึ่งเป็นเทคนิคการถ่ายภาพรังสีที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการตรวจเนื้อเยื่อเต้านมและช่วยในการตรวจหาความผิดปกติ
การเยี่ยมชมสิ้นสุดที่ ห้องตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้การประยุกต์ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพภายในร่างกาย โดยไม่ใช้รังสีไอออไนซ์ พร้อมเรียนรู้ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการควบคุมวัตถุที่เป็นโลหะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่บริเวณสนามแม่เหล็ก
การเรียนรู้จากเครื่องมือที่หลากหลายยังช่วยให้นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบหลักการทางฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีการสร้างภาพทางการแพทย์ และเข้าใจว่าเทคโนโลยีแต่ละชนิดมีหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด และวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คลื่นเสียงในอัลตราซาวด์ รังสีเอกซ์ใน X-ray, CT และ Mammography ไปจนถึงสนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุใน MRI
การบรรยายการวินิจฉัยทางการแพทย์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ธันยพร ดิเรกสุนทร อาจารย์แพทย์และนักวิจัยสังกัด สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาวินิจฉัย และเวชศาสตร์ป้องกันคลินิก
ที่มาภาพ: ฝ่ายโสต โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล
เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สร้างเยาวชนวิทยาศาสตร์สู่ความยั่งยืน
กิจกรรมในระยะที่ 2 จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้นักเรียนเรียนรู้ฟิสิกส์นิวเคลียร์ผ่านการทดลองเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้เยาวชนสามารถ เชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่การทดลอง และจากการทดลองสู่การประยุกต์ใช้ในโลกจริง โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสุขภาพ
ตลอดกระบวนการ นักเรียนได้พัฒนาทั้งความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การใช้เครื่องมือ การตรวจวัด การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างและแปลความหมายกราฟ การอภิปรายผลด้วยหลักฐาน ไปจนถึงการทำความเข้าใจประโยชน์และความปลอดภัยในการใช้รังสีและเทคโนโลยีทางฟิสิกส์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้สามารถนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมีความรับผิดชอบ
ประสบการณ์จากระยะนี้ยังเป็นพื้นฐานสำหรับ ระยะที่ 3 การเผยแพร่สู่ชุมชน ซึ่งเยาวชนจะได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เรียนรู้” สู่ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปแบ่งปันแก่ผู้อื่น อันเป็นการต่อยอดการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่สังคม และสะท้อนเป้าหมายสำคัญของโครงการในการใช้วิทยาศาสตร์เป็นพลังในการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน
สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการและบุคลากรศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมปฏิบัติการฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับนักเรียน
ขอขอบคุณ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่และแหล่งเรียนรู้ด้านรังสีวิทยา เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้จริง อันเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางฟิสิกส์จากห้องเรียนสู่การประยุกต์ใช้ในบริบทจริง และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมบริการวิชาการเพื่อพัฒนาเยาวชนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ