คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง ศึกษาปฏิบัติการฟิสิกส์นิวเคลียร์ ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในโครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

โครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง ได้เข้าร่วมกิจกรรมบริการวิชาการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ณ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ในส่วนของปฏิบัติการฟิสิกส์นิวเคลียร์ นักเรียนได้รับการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคทฤษฎีมุ่งเน้นหลักการพื้นฐานสำคัญ เช่น กฎส่วนกลับกำลังสอง สมบัติการดูดกลืน และสัมประสิทธิ์การดูดกลืน ขณะที่ภาคปฏิบัติ นักเรียนได้ทดลองใช้เครื่องตรวจวัดรังสีไกเกอร์-มูลเลอร์ (Geiger-Müller Counter) เพื่อตรวจวัดรังสีแกมมาที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิดซีเซียม-137 โดยทำการวัดที่ระยะห่างและความหนาของแผ่นตะกั่วที่แตกต่างกัน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าค่ารังสีลดลงตามระยะทางและความหนาของวัสดุป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักทฤษฎีที่ได้ศึกษา

ประสบการณ์เชิงปฏิบัติครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับธรรมชาติของรังสี แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการและควบคุมรังสีอย่างปลอดภัย อันเป็นองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป้าหมาย SDG 4 ด้านการศึกษา และ SDG 7 ด้านพลังงานสะอาดและปลอดภัย

กิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี ผศ.ดร.ภูวดล บางรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือ, นางสาวสุนันทา สุวรรณสังข์ นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ประจำศูนย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน ร่วมให้ความรู้และอำนวยความสะดวกตลอดกิจกรรม

โครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

เพื่อเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง คณะครูและนักเรียนยังได้เข้าศึกษาแผนกรังสีวิทยา ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำให้ตระหนักถึงการนำความรู้ด้านรังสีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมในด้านการแพทย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 สาขาหลัก ได้แก่ รังสีวินิจฉัย รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ จากการเยี่ยมชมพบว่ารังสีวินิจฉัยเป็นสาขาที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยมีความแตกต่างกันไปตามข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย ปริมาณรังสีที่ใช้ และอวัยวะหรือระบบที่ต้องการตรวจสอบ

เครื่องมือทางรังสีวินิจฉัยที่ได้ศึกษา อาทิ เครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจสอบโครงสร้างและอวัยวะภายใน เครื่องแมมโมแกรมเพื่อการตรวจคัดกรองโรคเต้านม เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ซึ่งให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูงครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า เครื่องตรวจวัดมวลและแร่ธาตุในกระดูก (DEXA scan) สำหรับประเมินความหนาแน่นและความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน เครื่องอัลตราซาวด์ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจอวัยวะภายในและพัฒนาการทารกในครรภ์ เครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับสมอง ไขสันหลัง และอวัยวะที่มีเนื้อเยื่ออ่อน เครื่องฟลูออโรสโคปีที่ให้ภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อตรวจระบบทางเดินอาหาร เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และแผ่นวัดรังสีสำหรับเฝ้าระวังปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

โครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

การประยุกต์ใช้รังสีในทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพ ทั้งในด้านการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว การตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น การลดความรุนแรงของโรค และการเพิ่มโอกาสการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงการนำองค์ความรู้ทางรังสีมาสร้างคุณูปการโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

จากการเยี่ยมชมภายในศูนย์การแพทย์ คณะผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือทางรังสีวินิจฉัยและการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ที่หลากหลาย อันสะท้อนให้เห็นภาพรวมของเทคโนโลยีรังสีซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการวินิจฉัยและการรักษาโรค เครื่องมือแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อข้อบ่งชี้เฉพาะของผู้ป่วย ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น และส่งเสริมประสิทธิภาพของการรักษาอย่างเป็นรูปธรรม ประสบการณ์ครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านรังสีที่ได้รับการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการแพทย์และสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวม

โครงการ “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

กิจกรรม “ฟิสิกส์นิวเคลียร์สำหรับเยาวชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นภายใต้โครงการบริการวิชาการรับใช้สังคมของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปี 2568 โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ SDG 4: การศึกษาที่เท่าเทียม คุณภาพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต SDG 7: การเข้าถึงพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย ยั่งยืน และเป็นธรรม และ SDG 17: ความร่วมมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน